Sunday, December 2, 2007

อุดรั่วกดเกรด-ปล่อยเกรด “ วิจิตร” มอบจุฬาฯปรับ GPA-O-NET

“วิจิตร” มอบให้ “จุฬาฯ” ไปปรับคะแนน GPA กับ O-NET ใหม่ แก้ ปัญหากดเกรด-ปล่อยเกรด จะใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปี 53 แต่เริ่มทดลองใช้ไป พลางก่อน และให้ สพฐ.ทบทวนให้เกรดและจบการศึกษาใหม่ เพราะวันนี้นักเรียนได้ เกรด 1 ทุกวิชาก็จบ ชี้ต่ำเกิน ไป
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมร่วม กับ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ศ.ดร. อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และผู้แทน จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยหารือเรื่องการนำผลการทำสอบวัดความรู้ขั้นพื้นฐานระดับ ชาติ (O-NET) มาเป็นองค์ประกอบในการจบหลักสูตรการศึกษา ขั้น
ทั้งนี้ ในที่ประชุมให้ยกเลิกผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลัก สูตร (GPAX) 70% และคะแนน O-NET 30% มาคิดเป็นคะแนนจบการศึกษาระดับ ม.6 เนื่อง จากได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าการนำ GPAX มาใช้ เป็นการกระตุ้นให้โรงเรียน ปล่อยเกรดเพื่อหวังให้คะแนนผลการเรียนไปชดเชยกับคะแนน O-NET ด้วยเหตุนี้ในที่ ประชุมจึงได้คิดแนวทางใหม่ขึ้นมา โดยให้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปพัฒนาสมการ ขึ้นมาเพื่อหาค่าเฉลี่ยระหว่างคะแนนเฉลี่ยสะสมรายกลุ่มสาระ GPA และ คะแนน O-NET
โดยนำคะแนน GPA และคะแนน O-NET ของนักเรียนแต่ละคน ใส่เข้าไปในสมการดังกล่าว ซึ่งเอามาปรับให้เป็นผลคะแนนการเรียนที่แท้จริง ถ้า คะแนน GPA กับ O-NET ของนักเรียนคนนั้นไปในทิศทางเดียวกันคะแนนใหม่ที่ได้ก็จะ ไม่แตกต่างกับคะแนน GPA ที่ได้จากโรงเรียน หากนักเรียนได้คะแนน GPA สูง แต่ได้ คะแนน O-NET ต่ำคะแนนผลการเรียนใหม่จะถูกดึงให้ต่ำลง ถ้านักเรียนได้คะแนน GPA ต่ำแต่คะแนน O-NET สูง คะแนนจะถูกปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีการคิดคะแนนใหม่ นี้จะช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนปล่อยเกรดและกดเกรดได้ ที่สำคัญ จะรู้ว่านักเรียนมี คะแนนเท่าไหร่และยุติธรรมแก่นักเรียนทุก คน
แนวทางการคิดคะแนนใหม่นี้จะนำมาใช้จริงในปี 2552 เพื่อรองรับ แอดมิชชันใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2553 อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ให้ สพฐ.ร่วมกับ โรงเรียนทดลองระบบไปพลางก่อน ส่วนจำนวนที่จะสอบ O-NET 5 กลุ่มสาระวิชา หรือ 8 กลุ่มสาระวิชานั้น ยังไม่ได้ระบุชัดเจน ถ้าหากเฉพาะหน้าโรงเรียนไหนยังไม่พร้อม ก็ให้สอบ 5 กลุ่มสาระวิชา แต่สุดท้ายจะต้องสอบ 8 กลุ่มสาระวิชาแน่นอน เพราะ คะแนนจะสะท้อนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แท้จริง ได้
ศ.ดร.วิจิตร กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มีการหารือด้วยว่าถ้า หากจะพัฒนาการคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ดีขึ้น ควรจะต้องทำการปรับปรุงหลัก สูตรทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชาให้เหมาะสมขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องมีการทบทวนระบบหน่วย กิตที่ใช้มากว่า 30 ปี โดยมอบให้ สพฐ.ไปทำการศึกษาว่าเมื่อปรับหลักสูตรใหม่แล้ว แต่ละกลุ่มสาระวิชาควรจะมีจำนวนกี่หน่วยกิต อย่างเช่น กลุ่มสาระด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ควรเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบัน เนื่องจากเรามีความต้องการบุคลากรด้าน นี้
สิ่งสำคัญ ให้ สพฐ.กลับไปทบทวนด้วยว่าเกณฑ์ในการ พิจารณาผ่านในแต่ละวิชาและพิจารณาจบการศึกษาแต่ละระดับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เหมาะสมหรือไม่ ในขณะนี้ถ้านักเรียนได้เกรดเฉลี่ยแต่ละวิชาเท่ากับ 1 ก็ถือว่า ผ่านทุกรายวิชา และสามารถจบการศึกษาได้ แต่ในระดับมหาวิทยาลัย นักศึกษาต้อง ได้ D ถึงจะผ่านวิชานั้น เมื่อนำเกรดเฉลี่ยของทุกวิชามารวมกันจะต้องได้ไม่ต่ำ กว่า C หรือเกรด 2 ถึงจะจบการศึกษาได้ ตนจึงอยากให้ สพฐ.ไปศึกษาเรื่องนี้อีก ครั้ง ตนคิดว่าอย่างน้อยนักเรียนควรได้เกรดเฉลี่ย 1.5-2 ถึงจะจบการศึกษาได้ ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ สพฐ.จะไปศึกษาว่าควรอยู่ที่เท่าไหร่ก่อน ถึงจะประกาศ ใช้
ขอบคุณที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2550

No comments: