Sunday, December 2, 2007

ความคืบหน้าแอดมิด ชัน 2553

ในการประชุม ทปอ.วันที่ 16 มิถุนายนนี้ คณะทำงานแอดมิสชั่นส์ฟอรั่มของ ทปอ. จะเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ เปอร์เซ็นต์ค่าน้ำหนักและวิธีการจัดสอบขององค์ประกอบที่จะใช้พิจารณาในระบบแอด มิสชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2553 เพื่อให้ที่ประชุม ทปอ.พิจารณาหาข้อยุติใน เปอร์เซ็นต์ค่าน้ำหนักของจีพีเอเอ็กซ์ ผลสอบโอเน็ต ผลสอบแบบทดสอบความถนัดทั่ว ไป และผลสอบแบบทดสอบความถนัดเฉพาะวิชาชีพ
ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยข้อ เสนอได้ บอกได้คร่าวๆ เพียงว่า องค์ประกอบจีพีเอเอ็กซ์และโอเน็ตจะมีค่าน้ำหนัก พิจารณารวมกันได้ร้อยละ 50 และผลสอบ GAT และแบบทดสอบความถนัดเฉพาะวิชาชีพรวมกัน ได้ร้อยละ 50
ส่วนที่ ทปอ.มอบหมายให้คณะทำ งานแอดมิสชั่นฟอรั่มไปศึกษาว่าแบบทดสอบความถนัดเฉพาะวิชาชีพควรจะจำแนกออกเป็น กี่วิชาชีพนั้น เบื้องต้นคิดว่าควรจะมีมากกว่า 5 กลุ่ม ได้แก่ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ บริหารธุรกิจ และพยาบาลศาสตร์ เป็น ต้น
นอกจากนี้ คณะทำงานฯยังมีข้อ เสนอว่าแบบทดสอบความถนัดทั้ง 2 ประเภทควรจะจัด สอบได้ปีละ 3 ครั้ง เฉลี่ย 4 เดือน สอบ 1 ครั้ง โดยรอบแรก น่าจะสอบวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้ ให้สอบได้ตั้งแต่ชั้น ม.4 จนถึง ม.6 และ เมื่อจบชั้น ม.6 แล้วนักเรียนสามารถนำคะแนนครั้งที่ดีที่สุดไปสมัครเลือกเข้าคณะ ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้
"ในอนาคตการรับนักศึกษาด้วย ระบบรับตรง และแอดมิสชั่นส์จะไม่ยุ่งยาก แค่นักเรียนสอบวัดผลแล้วนำไปยื่นกับ มหาวิทยาลัย ทำให้เด็กไม่ต้องวิ่งรอกสอบหลายที่
ขอบคุณที่มา : มติชน 6 มิ.ย. 2550

อุดรั่วกดเกรด-ปล่อยเกรด “ วิจิตร” มอบจุฬาฯปรับ GPA-O-NET

“วิจิตร” มอบให้ “จุฬาฯ” ไปปรับคะแนน GPA กับ O-NET ใหม่ แก้ ปัญหากดเกรด-ปล่อยเกรด จะใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปี 53 แต่เริ่มทดลองใช้ไป พลางก่อน และให้ สพฐ.ทบทวนให้เกรดและจบการศึกษาใหม่ เพราะวันนี้นักเรียนได้ เกรด 1 ทุกวิชาก็จบ ชี้ต่ำเกิน ไป
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมร่วม กับ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ศ.ดร. อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และผู้แทน จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยหารือเรื่องการนำผลการทำสอบวัดความรู้ขั้นพื้นฐานระดับ ชาติ (O-NET) มาเป็นองค์ประกอบในการจบหลักสูตรการศึกษา ขั้น
ทั้งนี้ ในที่ประชุมให้ยกเลิกผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลัก สูตร (GPAX) 70% และคะแนน O-NET 30% มาคิดเป็นคะแนนจบการศึกษาระดับ ม.6 เนื่อง จากได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าการนำ GPAX มาใช้ เป็นการกระตุ้นให้โรงเรียน ปล่อยเกรดเพื่อหวังให้คะแนนผลการเรียนไปชดเชยกับคะแนน O-NET ด้วยเหตุนี้ในที่ ประชุมจึงได้คิดแนวทางใหม่ขึ้นมา โดยให้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปพัฒนาสมการ ขึ้นมาเพื่อหาค่าเฉลี่ยระหว่างคะแนนเฉลี่ยสะสมรายกลุ่มสาระ GPA และ คะแนน O-NET
โดยนำคะแนน GPA และคะแนน O-NET ของนักเรียนแต่ละคน ใส่เข้าไปในสมการดังกล่าว ซึ่งเอามาปรับให้เป็นผลคะแนนการเรียนที่แท้จริง ถ้า คะแนน GPA กับ O-NET ของนักเรียนคนนั้นไปในทิศทางเดียวกันคะแนนใหม่ที่ได้ก็จะ ไม่แตกต่างกับคะแนน GPA ที่ได้จากโรงเรียน หากนักเรียนได้คะแนน GPA สูง แต่ได้ คะแนน O-NET ต่ำคะแนนผลการเรียนใหม่จะถูกดึงให้ต่ำลง ถ้านักเรียนได้คะแนน GPA ต่ำแต่คะแนน O-NET สูง คะแนนจะถูกปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีการคิดคะแนนใหม่ นี้จะช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนปล่อยเกรดและกดเกรดได้ ที่สำคัญ จะรู้ว่านักเรียนมี คะแนนเท่าไหร่และยุติธรรมแก่นักเรียนทุก คน
แนวทางการคิดคะแนนใหม่นี้จะนำมาใช้จริงในปี 2552 เพื่อรองรับ แอดมิชชันใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2553 อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ให้ สพฐ.ร่วมกับ โรงเรียนทดลองระบบไปพลางก่อน ส่วนจำนวนที่จะสอบ O-NET 5 กลุ่มสาระวิชา หรือ 8 กลุ่มสาระวิชานั้น ยังไม่ได้ระบุชัดเจน ถ้าหากเฉพาะหน้าโรงเรียนไหนยังไม่พร้อม ก็ให้สอบ 5 กลุ่มสาระวิชา แต่สุดท้ายจะต้องสอบ 8 กลุ่มสาระวิชาแน่นอน เพราะ คะแนนจะสะท้อนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แท้จริง ได้
ศ.ดร.วิจิตร กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มีการหารือด้วยว่าถ้า หากจะพัฒนาการคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ดีขึ้น ควรจะต้องทำการปรับปรุงหลัก สูตรทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชาให้เหมาะสมขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องมีการทบทวนระบบหน่วย กิตที่ใช้มากว่า 30 ปี โดยมอบให้ สพฐ.ไปทำการศึกษาว่าเมื่อปรับหลักสูตรใหม่แล้ว แต่ละกลุ่มสาระวิชาควรจะมีจำนวนกี่หน่วยกิต อย่างเช่น กลุ่มสาระด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ควรเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบัน เนื่องจากเรามีความต้องการบุคลากรด้าน นี้
สิ่งสำคัญ ให้ สพฐ.กลับไปทบทวนด้วยว่าเกณฑ์ในการ พิจารณาผ่านในแต่ละวิชาและพิจารณาจบการศึกษาแต่ละระดับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เหมาะสมหรือไม่ ในขณะนี้ถ้านักเรียนได้เกรดเฉลี่ยแต่ละวิชาเท่ากับ 1 ก็ถือว่า ผ่านทุกรายวิชา และสามารถจบการศึกษาได้ แต่ในระดับมหาวิทยาลัย นักศึกษาต้อง ได้ D ถึงจะผ่านวิชานั้น เมื่อนำเกรดเฉลี่ยของทุกวิชามารวมกันจะต้องได้ไม่ต่ำ กว่า C หรือเกรด 2 ถึงจะจบการศึกษาได้ ตนจึงอยากให้ สพฐ.ไปศึกษาเรื่องนี้อีก ครั้ง ตนคิดว่าอย่างน้อยนักเรียนควรได้เกรดเฉลี่ย 1.5-2 ถึงจะจบการศึกษาได้ ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ สพฐ.จะไปศึกษาว่าควรอยู่ที่เท่าไหร่ก่อน ถึงจะประกาศ ใช้
ขอบคุณที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2550

ทปอ.ฟันธง!เกณฑ์แอดมิชชั่น ปี' 53

ที่ ประชุม ทปอ. ได้ข้อสรุปหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ปี 2553 แล้ว โดยแบ่งคะแนนเป็น 2 ส่วน
ส่วน ที่ 1 มาจากคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับมัธยมปลาย คือ จีแพกซ์ บวกโอเน็ต ร้อยละ 50
ส่วนที่ 2 มา จากคะแนนการทดสอบศักยภาพความเหมาะสมในวิชาชีพ (แอพทิจูด เทสต์) ร้อย ละ 50
นายวันชัย ศิริ ชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี แห่งประเทศไทย (ทปอ.) แถลงผลการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้ง ที่ 3/2550 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ว่า ที่ประชุมฯ ได้พิจารณา ถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือ แอดมิชชัน ปี2553โดยสรุปว่า แบ่งคะแนนเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 คือ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในระดับมัธยมปลาย 50 % โดยคิดจากจีแพกซ์ กับโอเน็ต แต่ถ้า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะไปรวมกัน และคิดเป็นคะแนนผลสัมฤทธิ์เทอมปลายอย่าง เดียวมาให้ ก็เป็นเรื่องของ ศธ. แต่ถ้าไม่คิดมาก็จะเอาจีแพกซ์บวกกับโอ เน็ต
ส่วนที่ 2 คือ การทดสอบศักยภาพความเหมาะสมในวิชาชีพ (แอพทิจูด เทสต์) 50 % จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ แอพทิจูด เทสต์ ทั่วไป กับแอพทิจูด เทสต์ เฉพาะสาขาวิชาชีพ แต่เปอร์เซ็นต์ของแอพทิจูด เทสต์ทั้ง 2 ส่วนจะเป็น เท่าใด แต่ละกลุ่มวิชาจะเป็นผู้กำหนดในภายหลัง เช่น กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ สังคม ศาสตร์ มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ แพทย์ เป็นต้น แต่สรุปแล้วจะมีรวมกันเป็นร้อย ละ 50
“สรุปปี 53 ผลสัมฤทธิ์มัธยมปลายจะประกอบ ด้วย จีแพกซ์บวกโอเน็ต ร้อยละ 50 โอเน็ตของปี 2553 เป็นโอเน็ตของ 8 กลุ่มสาระ รวมกับคะแนนแอพทิจูด เทสต์ อีกร้อยละ 50 สัดส่วนที่กำหนดไว้เดิมคือ จีแพกซ์ 20 โอเน็ต 30 แต่ถ้ากระทรวงศึกษาฯ จะปรับว่าไม่แบ่งสัดส่วนอย่างนี้ แต่จะส่งมาเป็น ตัวเลขตัวเดียว ทปอ. ก็ไม่ขัดข้อง เพราะถือว่าเป็นผลสัมฤทธิ์การศึกษาตอนมัธยม ปลาย” ประธาน ทปอ. กล่าว
ขอบคุณที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 16 มิถุนายน 2550